สืบสานศาสตร์พระราชา “เกษตรวิชญา” พลิกโจทย์ยาก เลี้ยงสัตว์น้ำสร้างสุขบนดอยสูง
บนผืนดินสูงชันท่ามกลางสภาพอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปีของบ้านสวนกองแหะ หมู่ที่ 4 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ วันนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งความมั่นคงทางอาหารและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของราษฎรอย่างยั่งยืน ด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้นของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ได้พระราชทานที่ดินส่วนพระองค์เนื้อที่รวม 1,350 ไร่ ให้แก่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน รวมถึงศูนย์ฝึกอบรมวิจัยพัฒนาการเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่สูง
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2549 ได้พระราชทานนามศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรแห่งนี้ว่า “เกษตรวิชญา” ซึ่งมีความหมายอันลึกซึ้งว่า “ปราชญ์แห่งการเกษตร” เพื่อทำหน้าที่เป็นคลินิกเกษตรในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรแบบครบวงจร ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูและอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ โดยมีการแบ่งสัดส่วนพื้นที่อย่างเป็นระบบ เป็นพื้นที่ป่าไม้เพื่อการอนุรักษ์และวนเกษตร 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% เป็นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้ พื้นที่ทรงงาน และแปลงสาธิต

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมง เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ร่วมขับเคลื่อนสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการสร้างแหล่งอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพให้แก่เกษตรกร ถ่ายทอดความรู้เทคโนโลยี และส่งเสริมอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการบริโภคในครัวเรือน ตลอดจนยกระดับให้พื้นที่แห่งนี้ เป็นศูนย์สาธิตเรียนรู้เพื่อพัฒนางานประมงบนพื้นที่สูงอย่างมีประสิทธิภาพ
ทว่าการทำงานบนพื้นที่ต้นน้ำแห่งนี้ถือเป็นโจทย์ที่มีความท้าทายอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ ปริมาณน้ำที่มีจำกัด และสภาพอากาศที่หนาวเย็น สำนักงานประมงจังหวัดเชียงใหม่ จึงได้น้อมนำหลักวิชาการมาปรับใช้ โดยมุ่งเน้นการคัดเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ ภายใต้แนวคิดการเลือกสัตว์น้ำที่ใช้พื้นที่น้อย ใช้น้ำจำกัด เลี้ยงง่าย โตไว และทนทานต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน

นายอำพร ศักดิ์เศรษฐ ประมงจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการสำรวจความต้องการของชาวบ้านในพื้นที่ จึงได้กำหนดโมเดลหลักออกมาเป็น 3 รูปแบบ คือ การเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน การเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก และการเลี้ยงกบในกระชัง ซึ่งตอบโจทย์วิถีชีวิตบนพื้นที่สูงได้ดีที่สุด เนื่องจากปลานิลสามารถปรับตัวได้ดีและขยายพันธุ์ได้เองตามธรรมชาติ ช่วยให้เกิดการหมุนเวียนผลผลิต ขณะที่ปลาดุกและกบใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อยแต่ให้ผลผลิตสูงและดูแลรักษาง่าย


เพื่อให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประสบความสำเร็จภายใต้สภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น จึงได้นำองค์ความรู้เฉพาะทางเข้าไปถ่ายทอดแก่เกษตรกรอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการจัดการความหนาแน่นของสัตว์น้ำที่ต้องปล่อยในอัตราส่วนที่น้อยกว่าพื้นที่ราบทั่วไป เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการกินอาหารและการเจริญเติบโต พร้อมทั้งส่งเสริมการลดต้นทุนด้วยการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น อาทิ การใช้แมลงหรือปลวกเป็นอาหารเสริมสำหรับปลาดุก การใช้เศษผักสำหรับปลานิล และการใช้ไฟล่อแมลงในบ่อกบ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดรายจ่ายค่าอาหารสำเร็จรูปแล้ว ยังเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรรอบตัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ผลสำเร็จจากการดำเนินงานที่ผ่านมา กรมประมงสามารถถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรในโครงการพัฒนาพื้นที่บ้านสวนกองแหะ (เกษตรวิชญา) ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ตามเป้าหมายปีละ 40 ราย แบ่งเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน 20 ราย และการเลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสติก 20 ราย โดยสนับสนุนทั้งพันธุ์สัตว์น้ำ พลาสติกปูบ่อ และอาหาร พร้อมจัดตั้งจุดเรียนรู้และสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำภายในโครงการอีก 1 แห่ง ซึ่งจากการติดตามผลพบว่า เกษตรกรสามารถสร้างผลผลิตสัตว์น้ำได้เฉลี่ยสูงถึง 49 กิโลกรัมต่อรายต่อปี ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือนได้เฉลี่ยถึง 3,212 บาทต่อรายต่อปี นำมาซึ่งความมั่นคงทางอาหารที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม ชาวบ้านมีแหล่งโปรตีนที่สด สะอาด ปลอดภัยไว้บริโภค และผลผลิตที่เหลือยังสามารถนำไปแจกจ่ายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนหรือจำหน่ายเป็นรายได้เสริม


นอกเหนือจากการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงในครัวเรือนแล้ว สำนักงานประมงจังหวัดเชียงใหม่ ยังดำเนินภารกิจสำคัญในการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อสร้างคลังอาหารที่ยั่งยืน โดยได้ขับเคลื่อนงานผ่าน 2 กลไกหลัก คือการรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ป้องปรามการใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่ปล่อยน้ำเสียลงในแหล่งน้ำ ควบคู่ไปกับการปล่อยพันธุ์ปลาไทยที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่สูง เช่น ปลายี่สกไทย ปลาสร้อยขาว และปาดอินทนนท์ เพื่อให้สัตว์น้ำเหล่านี้สามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติสืบไป

สำหรับก้าวต่อไปในอนาคต สำนักงานประมงจังหวัดเชียงใหม่ มีแผนงานที่จะขยายผลการส่งเสริมให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนใหม่ที่แยกตัวออกมา พร้อมเตรียมนำเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใหม่ๆ และการติดตามผลที่ใกล้ชิดมาปรับใช้ รวมถึงการขยายผลการเลี้ยงกบในกระชังบกเข้าสู่ระดับครัวเรือน และศึกษาความเป็นไปได้ในการปล่อยกุ้งก้ามกรามเพื่อเพิ่มมูลค่าในแหล่งน้ำธรรมชาติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมจัดตั้ง “คณะกรรมการแหล่งน้ำ” เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรด้วยตนเอง ตั้งแต่การวางแผนปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำไปจนถึงการจัดตั้งกองทุนชุมชน อันเป็นการสร้างความพึ่งพาตนเองที่เข้มแข็ง ยึดมั่นในศาสตร์พระราชาเพื่อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” และสร้างความสุขที่ยั่งยืนให้แก่ราษฎรบนพื้นที่สูงในโครงการเกษตรวิชญาอย่างแท้จริง
