กรมชลฯ รุกแผนรับมือเอลนีโญ ช่วยพื้นที่เสี่ยงแล้ง เตือนฝนต่ำกว่าปกติ 57%
กรมชลประทาน เดินหน้ารับมือเอลนีโญปี 2569 หลังฝนต่ำกว่าค่าปกติ 57% วางแผนบริหารน้ำล่วงหน้า เร่งช่วยพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ พร้อมสำรองน้ำรองรับฤดูฝนและความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น
วันที่ 20 เม.ย.69 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (Smart Water Operation Center : SWOC) กรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์น้ำและแนวโน้มในปี 2569 ว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะเอลนีโญในช่วงกลางปี อาจทำให้มีฝนตกต่ำกว่าค่าปกติ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงกลางเดือนเมษายน พบว่าปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 57
กรมชลประทาน ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการติดตามสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ ทำให้ปัจจุบันปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยมีปริมาณน้ำรวมกันกว่า 47,186 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 62 ของความจุอ่างฯรวมกัน มากกว่าปีที่ผ่านมาประมาณ 1,997 ล้าน ลบ.ม.

แม้ว่าสถานการณ์น้ำโดยรวมยังสามารถควบคุมได้ แต่จากแนวโน้มปริมาณฝนที่ต่ำกว่าค่าปกติ ประกอบกับความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้บางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานในระดับพื้นที่ เพื่อติดตาม ประเมินสถานการณ์ และวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและปริมาณน้ำต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งนี้ พบว่า ปัจจุบันมีการใช้น้ำไปแล้วกว่า 29,851 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 89 ของแผนฯ โดยเฉพาะในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้มีการติดตามการส่งน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการใช้น้ำในช่วงปลายฤดูแล้ง ควบคู่ไปกับการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

นอกจากนี้ ยังได้กำหนดแนวทางในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับสถานการณ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่
– วางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า 2 ปี
– เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝน
– ควบคุมและชะลอการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์
– ปรับแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำต้นทุน
– ส่งเสริมมาตรการ 3R (Reduce / Reuse / Recycle) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
ขณะเดียวกัน ได้เร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำ รวมกว่า 6,700 หน่วย ซึ่งปัจจุบันได้นำไปใช้ช่วยเหลือแล้ว 597 หน่วย ครอบคลุมพื้นที่ 46 จังหวัด
ด้านการจ้างแรงงานชลประทาน ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานไปแล้วกว่า 47,856 คน ช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรและประชาชน ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง


ในส่วนของคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลักต่างๆ ได้มีการติดตามสถานการณ์ค่าความเค็ม พบว่าค่าความเค็มยังอยู่ในเกณฑ์ปกติและไม่เกินค่ามาตรฐาน สามารถใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรได้อย่างปลอดภัย
ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะติดตามสถานการณ์น้ำและคุณภาพน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชนได้อย่างเพียงพอ ลดความเสี่ยงต่อปัญหาการขาดแคลนน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำเพิ่มเติมได้ที่ https://www2.rid.go.th/th/main