สั่งลุยพัฒนาแหล่งน้ำกำแพงเพชร 294 โครงการ รับมือท่วม–แล้ง
“สุริยะ–ปิยะรัชฐ์” ลงพื้นที่กำแพงเพชร ติดตามแผนบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานเตรียมพัฒนา 294 โครงการ เพิ่มความจุน้ำ 29 ล้านลูกบาศก์เมตร ขยายพื้นที่ชลประทานกว่า 52,000 ไร่ พร้อมใช้ Big Data และ AI รับมืออุทกภัยและภัยแล้ง
วันที่ 10 ตุลาคม 2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำและแผนพัฒนาแหล่งน้ำจังหวัดกำแพงเพชร โดยมี นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน นายฐนันดร์ สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายปิยะ ลืออุติกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมรายงานภาพรวมสถานการณ์น้ำ ปัญหาอุปสรรค และแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่
สำหรับจังหวัดกำแพงเพชร มีพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 3.65 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ชลประทานครอบคลุมประมาณ 1.45 ล้านไร่ สะท้อนให้เห็นว่าการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก ควบคู่กับการเตรียมรับมือฝนตกหนักและน้ำหลาก ยังคงเป็นเรื่องสำคัญของจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซากที่ต้องอาศัยการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ



กรมชลประทานจึงเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา ดำเนินโครงการแล้วเสร็จ 188 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานกว่า 1.68 ล้านไร่ ทั้งโครงการชลประทานขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ขณะที่มีโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 4 โครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบส่งน้ำและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ อาทิ ฝายพับได้วังบัว อำเภอเมือง อ่างเก็บน้ำคลองขลุง อำเภอคลองลาน เป็นต้น
ขณะเดียวกัน กรมชลประทานยังวาง แผนพัฒนาแหล่งน้ำในอนาคตอีก 294 โครงการ เพื่อเพิ่มความจุเก็บกักน้ำประมาณ 29 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทานกว่า 52,000 ไร่ และพื้นที่รับประโยชน์กว่า 1.88 ล้านไร่ อาทิ โครงการประตูระบายน้ำบ้านวังหิน อำเภอคลองขลุง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบระบายน้ำลุ่มน้ำคลองขลุง รวมถึงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้เพียงพอทั้งการอุปโภคบริโภคและการเกษตร และช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้งในระยะยาว


ในส่วนของลุ่มน้ำคลองขลุง ซึ่งครอบคลุม 5 อำเภอ 24 ตำบล มีความต้องการใช้น้ำรวมอยู่ที่ประมาณ 250 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี กรมชลประทานจึงมีแผนพัฒนาและปรับปรุงระบบน้ำหลายด้าน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ และการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้เกษตรกร
อีกประเด็นสำคัญที่กรมชลประทานให้ความสำคัญ คือการบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศลาดจากทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก ขณะที่พื้นที่ฝั่งตะวันออกมีทั้งพื้นที่ราบลุ่มและพื้นที่เกษตรกรรม กรมชลประทานจึงต้องพิจารณาวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ศักยภาพการระบายน้ำของคลองชลประทาน และการใช้พื้นที่รองรับน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตรอย่างครอบคลุม

นายสุริยะ ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนอย่างใกล้ชิด เร่งระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยง เตรียมพร้อมรับมือน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร พร้อมเร่งพัฒนาแหล่งน้ำและระบบชลประทานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ลดปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งในระยะยาว โดยให้นำเทคโนโลยี Big Data และ AI มาใช้วางแผนบริหารจัดการน้ำและพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำอัจฉริยะ รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและประชาชน พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากพื้นที่ เพื่อนำไปเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ยังได้พบปะประชาชน มอบปัจจัยการผลิต และเยี่ยมชมการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน
