เช็กด่วน! น้ำแม่กลองเพิ่มสูง กรมชลฯ คุมระบาย 2,200 ลบ.ม./วินาที เฝ้าระวังท้ายเขื่อน
อธิบดีกรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำแม่กลอง หลังน้ำไหลเข้าเขื่อนสูงสุด 2,400 ลบ.ม./วินาที กำชับเฝ้าระวังใกล้ชิด ใช้แบบจำลองฝนวางแผนล่วงหน้า พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำรับมือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย
วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เข้าร่วมประชุมติดตามสถานการณ์น้ำแม่กลอง ณ ศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยในเขตพื้นที่สำนักงานชลประทานที่ 13 จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 ตลอดจนนายอำเภอท่าม่วง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและรายงานสถานการณ์น้ำ
สำหรับสถานการณ์น้ำในช่วงวันที่ 25–30 กันยายน 2569 มีฝนตกหนักสะสมอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มวลน้ำจากแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ไหลเข้าเขื่อนแม่กลองเพิ่มสูงขึ้น


กรมชลประทานจึงได้จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำส่วนหน้าในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ในเขตสำนักงานชลประทานที่ 13 โดยมี นายธนากร ตันติกุล ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแม่กลอง เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ เพื่อบริหารจัดการสถานการณ์น้ำและรับมือกับภาวะวิกฤตอุทกภัยในพื้นที่ พร้อมทั้งเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือและเครื่องสูบน้ำ เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างทันท่วงที
โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 มีมวลน้ำไหลเข้าเขื่อนแม่กลองสูงสุดประมาณ 2,400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 207 ล้านลูกบาศก์เมตร กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำ โดยควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนแม่กลองไม่เกิน 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน


ปัจจุบัน มวลน้ำจากแม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่มีแนวโน้มลดลง โดยเขื่อนแม่กลองมีน้ำไหลเข้าประมาณ 2,052 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 178 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่มีการระบายน้ำท้ายเขื่อนประมาณ 2,158 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หรือประมาณ 186 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีแนวโน้มปรับลดการระบายน้ำลงตามสถานการณ์
ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยนำข้อมูลคาดการณ์ฝนและแบบจำลองของกรมชลประทานมาใช้วางแผนล่วงหน้า พร้อมปรับระบบแจ้งเตือนให้ประชาชนสามารถรับรู้ระดับน้ำและพื้นที่เสี่ยงได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ให้บูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งพื้นที่เหนือเขื่อนและพื้นที่ท้ายเขื่อนให้ได้อย่างทันท่วงที่
