ชู “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” เสริมพลังระบบน้ำ เพิ่มมูลค่ายางไทย
ยางพารา ยังคงครองตำแหน่งพืชเศรษฐกิจตัวสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนฐานรากของประเทศ โดยเฉพาะภายใต้ทิศทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นกลยุทธ์ “การใช้ยางภายในประเทศนำการส่งออก” เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับเกษตรกรชาวสวนยางไทย ท่ามกลางความท้าทายของตลาดโลกในปี 2569 นี้ การสร้างนวัตกรรมเพื่อนำยางธรรมชาติมาใช้งานจริงได้กลายเป็นหัวใจสำคัญ โดยมีกรมชลประทาน ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานนำร่องในการพัฒนา “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยร่วมกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบต้นน้ำให้กลายเป็นอุปกรณ์บริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง


การนำยางพารามาประยุกต์ใช้ในงานภาคสนามของกรมชลประทานนั้น เกิดจากคุณสมบัติเด่นของยางธรรมชาติที่มีความยืดหยุ่นสูง ทนทานต่อสภาพแวดล้อม และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งช่วยลดการนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศได้เป็นอย่างดี โดยนวัตกรรมเด่นที่นำมาใช้จริงประกอบด้วย “ทุ่นยางพาราดักผักตบชวา (RID-UNITED)” และ “ท่อ HDPE ผสมยางพารา” สำหรับงานส่งน้ำและระบายน้ำ ซึ่งมีเป้าหมายการผลิตที่ชัดเจนในการดูดซับปริมาณยางออกจากระบบกว่า 900 ตัน แบ่งเป็นการผลิตทุ่นจำนวน 43,000 ทุ่น ซึ่งใช้ยางธรรมชาติรวมกว่า 690 ตัน และการผลิตท่อส่งน้ำความยาว 15,000 เมตร ที่ต้องใช้ยางธรรมชาติอีกกว่า 200 ตัน เพื่อรองรับโครงการชลประทานทั่วประเทศ

แผนงานดังกล่าวนับเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างเสถียรภาพด้านราคา โดยมีการกำหนดราคารับซื้อนำร่องที่ระดับ 80 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อเป็นต้นแบบในการดึงราคายางในประเทศให้สูงขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความร่วมมือระหว่างกรมชลประทาน และ กยท. ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่ทรัพยากรที่มีอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความต้องการใช้ยางในภาครัฐอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน สอดรับกับนโยบายหลักที่ต้องการผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากยางพาราในระดับประเทศให้มากที่สุด

ความสำเร็จของ “นวัตกรรมยางพาราเพื่อการชลประทานไทย” จึงเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐในการเปลี่ยนวิกฤตราคาผลผลิตให้เป็นโอกาสทางการตลาด ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นครอบคลุมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำของประเทศ การยกระดับรายได้ที่แน่นอนให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมยางพาราไทยบนเวทีโลกได้อย่างสง่างาม
